เตือนระวังภัย!!!! เที่ยวเวียดนาม  ระวังเจอเจ้าถิ่นแซงคิวทะเลาะกันจิกหัวตบ

คนไทยที่ไปเที่ยวที่ประเทศเวียดนามออกมาเตือนภัย เมื่อต้องมีเรื่องกับเจ้าถิ่นเรื่องปัญหาการแซงคิวกัน และเจ้าถิ่นไม่พอใจทำการกระชากผมและเอามือจิกหัวแล้วตบนักท่องเที่ยวชาวไทย

หากคนไทยคนไหนจะไปเที่ยวที่ประเทศเวียดนามก็ให้ระวังตัวกันเอาไว้เพราะหากต้องการจะใช้กฎหมายของเวียดนามมาช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จะต้องรอนานเพราะต้องขึ้นศาลเท่านั้น

กำลังมีการแชร์เหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม แล้วกลับได้รับประสบการณ์ที่เลวร้ายในการไปท่องเที่ยวในครั้งนี้ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาเล่าว่า พวกเขาเดินทางไปเที่ยวที่เวียดนามด้วยกัน 7 คนและวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น

พวกเขาไปเที่ยวที่เมืองดาลัด ซึ่งเป็นเมืองแห่งเครื่องปั้นดินเผา โดยระหว่างที่มีเรื่องกันนั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะต้องการถ่ายรูปและตรงนั้นเป็นจุดถ่ายรูปที่ทุกคนต้องรอคิวกันไปถ่าย ซึ่งพวกของตนเองก็ยืนรอคิวกันอยู่แล้วอยู่ดีดีก็มีหญิงชาวเวียดนามคนหนึ่งเดินมาแซงคิวถ่ายรูปทำให้พวกตนไม่พอใจจึงบอกให้ไปต่อคิว แต่หญิงคนดังกล่าวกลับพูดอะไรไม่รู้เป็นภาษาเวียดนามและออกปากไล่ให้พวกของตนออกไป โดยบอกว่าพวกตนเป็นเพียงชาวต่างชาติเท่านั้น

และเรื่องไม่ได้จบแค่เพียงเท่านี้เมื่อพวกของตนกำลังถ่ายรูปกันอยู่หญิงคนดังกล่าวก็เข้ามาหาเรื่องซึ่งพวกตนก็ทำไปว่าจะเอายังไง แต่หญิงคนนั้นนำน้ำมาด้วยและสาดใส่พวกตน โดยบอกว่าพวกตนต้องขอโทษเธอที่พูดไม่ดีกับเธอ แต่นักท่องเที่ยวคนไทยไม่ยอมขอโทษเพราะคิดว่าตนเองไม่ผิดและคนเวียดนามต่างหากที่ต้องขอโทษ แต่ไม่อยากมีเรื่องกับคนท้องถิ่นจึงได้เดินหนี

แต่ทางฝ่ายคนเวียดนามไม่ยอมมากระชากหัวแล้วก็ตบทันทีจึงเกิดการตีกันขึ้นและตรงนั้นมีล่ามเวียดนามที่สามารถพูดไทยได้เข้ามาช่วยพูดให้และพาไปที่สถานีตำรวจซึ่งเมื่อไปถึงสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ คนเวียดนามก็ยังไม่ขอโทษและเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าถ้าจะเอาเรื่องต้องส่งเรื่องไปที่ศาลซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นพวกตนจึงต้องปล่อยให้เรื่องเลย

ตามเลยเพราะมาเที่ยวอยู่ไม่กี่วันก็กลับ และตำรวจก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย จึงได้มีการโพสต์เตือนเรื่องราวเอาไว้หากใครอยากไปเที่ยวเวียดนามก็ให้ระวังคนเวียดนามเอาไว้ หากเขาอยากแซงคิวก็ปล่อยเขาไปเพราะมีเรื่องขึ้นมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไมสามารถช่วยเหลือพวกเราได้ และยังบอกเพิ่มเติมว่าหากเป็นไปได้ก็ไม่ต้องไปจะดีที่สุด

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

โพสท์ใน ข่าวสะท้อนสังคม | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน เตือนระวังภัย!!!! เที่ยวเวียดนาม  ระวังเจอเจ้าถิ่นแซงคิวทะเลาะกันจิกหัวตบ

บริษัทไปรษณีย์ถึงกับต้องอึ้ง

บริษัทไปรษณีย์ถึงกับต้องอึ้งที่ทุเรียนเป็นเหตุทำให้พนักงานต้องถูกส่ง เข้า โรงพยาบาล

ได้มีข่าวมาจากประเทศเยอรมนีว่าที่ไปรษณีย์แห่งหนึ่งที่รัฐบาวาเรียได้มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ต้องมีเจ้าหน้าที่ 60 คนที่อยู่ในนั้นอพยพออกมาทันทีเนื่องจากมีความสงสัยว่าอาจจะมีแก๊สอันตรายที่รั่วออกมาทำให้ทุกคนจึงอพยพออกที่มีคนคิดกันอย่างนั้นก็เพราะว่ามีพนักงานอยู่ 6 คน

ที่เป็นลมล้มไปและก็มีพนักงานอีก 12 คนที่อยู่ๆก็เริ่มมีอาการคลื่นไส้อยากจะอ้วกออกมา และก็เริ่มที่จะเป็นลมด้วยหลังจากที่มีเหตุดังกล่าวทุกคนรีบพากันออกมาจากที่นั่นทันทีโดยทุกคนนั้นได้จ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ต่างๆมากมายให้ทำการมารับคนที่เป็นลมและมีอาการป่วย

และให้มาตรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่ทำการไปรษณีย์แห่งนี้ซึ่งตำรวจ และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆก็ได้ทำการใส่หน้ากากกันสารพิษเรียบร้อยและเดินทางเข้าไปภายในนั้นพร้อมกับตามหาที่มาของแก๊สที่รั่วไหลเดินทางหาเท่าไหร่ก็ไม่พบกันที่รั่วไหลจนเดินไปที่กล่องพัสดุกล่องนึงซึ่งมีกลิ่นเหม็นฉุนรุนแรงเป็นอย่างมากจนถึงกับทำให้เจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งเป็นลมล้มลงไปเลยทีเดียว

ดังนั้นจึงได้มีตำรวจคนหนึ่งใจกล้าเดินเข้าไปเปิด กล่องพัสดุนั้นดูและถึงกับต้องช็อคที่ต้นเหตุของกลิ่นนั้นก็คือทุเรียนนั่นเองซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าทุเรียนนั้นหากไม่ถูกแช่อยู่ในตู้เย็นก็จะมีกลิ่นเหม็นเป็นธรรมดาอยู่แล้วโดยทุเรียนนั้นถูกส่งมาให้ชายแก่คนนึง

ซึ่งมีอายุประมาณ 50 ปีอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี นั่นทำให้ชาวต่างประเทศต้องพากันอึ้งกันอย่างมากที่รู้ ว่าสิ่งที่ทำให้พนักงานหลายๆคนเกิดอาการคลื่นไส้และเป็นลมล้มพับไปนั้นไม่ใช่แก๊สพิษรั่วไหลอะไรแต่เป็นเพียงแค่กลิ่นของทุเรียนเท่านั้นนั้นเป็นผลไม้ของไทยซึ่งมีความโด่งดัง

เป็นอย่างมากโดยชาวต่างประเทศบางคนนั้นก็ชอบนะแต่ชาวไทยบางคนเองก็ชอบแต่บางคนนั้นก็ไม่ชอบเพราะว่าทุเรียนนั้นมีกลิ่นเหม็นที่รุนแรงแต่บางคนก็มองว่ากลิ่นของทุเรียนนั้นเป็นกลิ่นที่หอม

โดยตอนแรกทุกคนที่ได้ฟังข่าวนี้นั้นต่างก็ตกใจกันเป็นอย่างมากที่รู้ว่าอยู่ๆก็มีกันสรุปล้มพับไปของพนักงานและมีอาการคลื่นไส้ของพนักงานมากถึง 12 คนและต้องมีการอพยพออกทั้งหมดทั้งบริษัท โดยหลังจากนั้นเมื่อได้ฟังว่าต้นเหตุของกลิ่นคืออะไรทุกคนต่างก็ต้องหัวเราะฮากันไปตามๆกันที่รู้ว่าสิ่งที่ส่งกลิ่นไม่ใช่สิ่งอันตรายอะไรและไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราต้องกลัวเลย มันเป็นเพียงแค่ทุเรียนผลไม้อย่างหนึ่งเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  next88 pantip

โพสท์ใน ข่าวสะท้อนสังคม | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน บริษัทไปรษณีย์ถึงกับต้องอึ้ง

พบตัวเจ้าบ่าวหนีงานแต่งเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่กล้าไปขอเพราะสินสอดมีไม่พอ

       จากกรณีที่เมื่อวานวันที่ 29 เดือนมิถุนายนปีพศ2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความจากหญิงสาวรายหนึ่งเธอมาแจ้งความดำเนินคดีกับว่าที่เจ้าบ่าวของเธอจึงจากว่าว่าที่เจ้าบ่าวของเธอนั้นหนีออกจากงานแต่งงานโดยหญิงสาวได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบถึงปัญหาว่าเธอนั้นได้รู้จักกับเจ้าบ่าวผ่านทาง facebook ผ่านไปประมาณ 4 เดือน

เจ้าบ่าวก็ได้มาขอเธอแต่งงานซึ่งเธอก็ได้ตอบตกลงและนัดกันว่าจะจัดงานแต่งงานในวันที่ 29 เดือนมิถุนายนนี้ซึ่งในช่วงเวลา 5:00 น และว่าที่เจ้าบ่าวของเธอนั้นยังพากันไปแต่งตัวทำผมที่ร้านรับชุดแต่งงานอยู่เลยแต่ หลังจากที่แต่งตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วว่าที่เจ้าบ่าวบอกให้เธอกลับมาที่งานก่อนส่วนเขาจะตามมาภายหลังแต่เมื่อเธอมาถึงที่งานแล้วรอจนถึง 08:00 น

ว่าที่เจ้าบ่าวก็ไม่ยอมกลับมาสักทีเมื่อเธอโทรไปตามเขาก็ไม่พูดอะไรเพียงแต่พูดคำว่าขอโทษและวางสายไปทำให้เธอนั้นรู้สึกอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านที่มาร่วมงานเป็นอย่างมากจึงได้มาแจ้งความไว้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยตามหาว่าที่เจ้าบ่าวเพื่อให้มาจัดการเคลียร์เรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซึ่งทางครอบครัวของเธอนั้นยังมีการออกค่าใช้จ่ายไปมากกว่า 7 หมื่นบาท

แล้วอย่างไรก็ตามเมื่อมีข่าวดังออกไปปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถพบตัวว่าที่เจ้าบ่าวได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยเขาให้เหตุผลในการที่หนีงานแต่งงานในครั้งนี้ว่าเขานั้นต้องการแต่งงานกับหญิงสาวและรักหญิงสาวด้วยใจจริงแต่ได้เงินสินสอดที่ทางครอบครัวของหญิงสาวเรียกมาแสนนึงพร้อมกับทองอีก 10 บาทนั้นเขาไม่สามารถที่จะหาได้ทันตามกำหนด

ซึ่งตอนนี้เขามีเงินติดตัวอยู่แค่เพียงสองหมื่น บาทเท่านั้นที่สำคัญเขาเคยคุยกับว่าที่เจ้าสาวแล้วว่าจะขอเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อนแต่ว่าที่เจ้าสาวก็ไม่ยอมเขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้ตัดสินใจหนีงานแต่งงานออกมาอย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นให้ทั้งคู่ไก่เกลี่ย

พูดคุยกันให้ชัดเจนซึ่งถ้าหากทางเจ้าสาวจะดำเนินคดีกับทางเจ้าบ่าวนั้นก็สามารถดำเนินคดีฐานทางคดีแพ่งได้และสามารถปรึกษาทนายความของจังหวัดนครราชสีมาได้อย่างไรก็ตามทางด้านครอบครัวของเจ้าบ่าวเองก็ได้ออกมาแสดงความเสียใจและพร้อมยินดีที่จะชดใช้ค่าเสียหาย

ให้ตามยอดที่เห็นว่าสมควรนั่นเองส่วนตัวเจ้าบ่าวในขณะนี้ได้มีการย้ายตนเองหนีไปอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ซึ่งเจ้าสาวนั้นต้องการเงินค่าจัดงานคืนและต้องการให้ฝ่ายชายมากราบขอขมาญาติทางฝ่ายตนเองด้วย

 

สนับสนุนโดย  next88

โพสท์ใน ข่าวทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน พบตัวเจ้าบ่าวหนีงานแต่งเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่กล้าไปขอเพราะสินสอดมีไม่พอ

เสื่อมอย่างแรง เมื่อมีคลิป ปลัด อบต. จังหวัดอุบลราชธานี

เสื่อมอย่างแรง เมื่อมีคลิป ปลัด อบต. จังหวัดอุบลราชธานี ช่วยตัวเองกลางสำนักงานท่ามกลางลูกน้องสาวๆหลายคน

           กำลังมีคลิปแชร์ต่อต่อกันมาอยู่ในเฟสบุ๊คขณะนี้ โดยเป็นคลิปที่ส่งต่อกันมาจากหญิงสาวรายหนึ่งซึ่งเธอทำงานอยู่ที่สำนักงานแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี โดยเธอได้ถ่ายคลิปที่มีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีส้มกางเกงยีนขายาว กำลังยืนช่วยตัวเอง 

ด้วยการทำท่าทางสไลด์หนอนน้อย โชว์พนักงานในสำนักงานซึ่งภายในสำนักงานแห่งนั้นมีพนักงานที่เป็นผู้หญิงอยู่เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญในคลิปจะได้ยินเสียงที่ผู้หญิงคนที่ถ่ายคลิปพูดเหมือนให้คนเสื้อส้มหยุดการกระทำดังกล่าวแต่ชายเสื้อส้มกลับไม่หยุดและยังคงเดินเข้ามาหาหญิงสาวคนที่ถ่ายคลิปอยู่ด้วย และไม่ได้มีทีท่าว่าจะมีความละอายกับการกระทำของตัวเองเลย

ซึ่งคลิปดังกล่าวนี้มีการแชร์กันมาตั้งแต่วันที่ 28 เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2563  และสถานที่เกิดเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการถ่ายคลิปนั้น ระบุว่าเป็นสำนักงาน อบต. แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี และชายที่ใส่เสื้อสีส้มที่กำลังโชว์การแสดงการจับหนอนน้อยอยู่นั้นก็มีตำแหน่งเป็นถึง ปลัด อบต. และเขายังทำงานควบตำแหน่ง

รักษาการ ของนายกองค์การบริการส่วนตำบลอีกด้วย  และแน่นอนว่าด้วยตำแหน่งที่กล่าวมานี้แสดงว่าในสำนักงานแห่งนั้นเขาคือคนที่มีตำแหน่งใหญ่มากที่สุดในสำนักงานั่นเอง  อย่างไรก็ตามในคลิปที่มีการแชร์กันอยู่นี้เราจะได้ยินเสียงของผู้หญิงหลายคนต่างพากันตะโกนบอกให้ชายคนดังกล่าว

หยุดการกระทำอันน่าเกลียดนี้ แต่ชายคนนั้นก็ไม่ยอมหยุด และที่สำคัญคลิปนี้มีการเผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนที่ได้เห็นคลิปนี้ต่างก็พากันไม่พอใจกับพฤติกรรมของชายที่อยู่ในคลิปกันมาก

ซึ่งเรื่องนี้ได้มีประชาชนพากันส่งเรื่องร้องเรียนไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดประจำจังหวัดอุบลราชธานีเป็นที่เรียบร้อยแล้วและหวังว่าทางผู้ว่าจะเร่งจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

                สำหรับคลิปนี้เผยให้เห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมของคนที่เป็นถึงพนักงานของรัฐ และยังมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต ซึ่งการกระทำในคลิปนี้นั้น เรียกได้ว่าเห็นความผิดอย่างชัดเจน ดังนั้น หากทางผู้ว่าราชการจังหวัดมัวแต่โอ้เอ้ ไม่รีบดำเนินการจัดการปลัด อบต. คนดังกล่าวแล้วละก็

เชื่อว่าคงมีกระแสความไม่พอใจการทำงานของผู้ว่าออกมาอย่างมากมายเป็นแน่ เพราะสิ่งที่ปลัด อบต. คนนี้ทำนั้นถือว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก ไม่ว่าตอนที่กระทำการแบบนี้นั้นจะมีสติหรือไม่มีสติก็ตามที เราคงต้องมารอดูกันว่าสุดท้าย ปลัด อบต. คนนี้จะถูกลงโทษอย่างไรบ้าง

 

สนับสนุนโดย  entaplay แทงบอลออนไลน์

โพสท์ใน ข่าวทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน เสื่อมอย่างแรง เมื่อมีคลิป ปลัด อบต. จังหวัดอุบลราชธานี

คนดำซึ่งทรงอิทธิพลระดับโลก

หลังจากที่ล่าสุดมีข่าวการเหยียดผิวขึ้นมาในสังคมบนโลกของเราจนก่อให้เกิดการฆ่าตัวตายของคนบนโลกใบนี้ ทางตัวแทนมนุษยชาติจึงได้มีการออกมาต่อต้านและรณณรงค์ให้คนบนโลกนี้เลิกการเหยียดสีผิวเสียที ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเรื่องเหล่านี้เคยเป็นที่ถกเถียงและเป็นประเด็นมาก่อนหน้านี้เมื่อหลายสิบปีและเงียบหายไปแล้ว

แต่ล่าสุดสถานการณ์แบบนี้ก็กลับมาเกิดขึ้นอีก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นคนผิวดำหลายๆ คนบนโลกใบนี้มีคุณประโยชน์ต่อโลกเรามายมายและสร้างชื่อเสียงรวมไปถึงมีอิทธิพลต่อคนบนโลกได้อีกด้วย จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงยังต้องมีการเหยียดสีผิวกันอีก วันนี้เรามาดูว่าคนผิวดำที่เรียกได้ว่าทรงอิทธิพลเป็นอันดับต้นๆของโลกนั้นมีใครกันบ้าง

มิเชล โอบามา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของโลก ภรรยาของ บารัค โอบามา ซึ่งตัวเธอเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นนักเขียนที่มีผลงานขายดีติดอันดับของนิวยอร์กไทม์  รวมไปถึงการอุทิตตนในการเคลื่อนไหวการมีความเท่าเทียมทางสังคมและการศึกษาอีกด้วย

บียอนเซ่ นักร้องดังระดับโลก ที่เรียกว่าเป็นคนที่มีความสามารถมาก กับบทบาทคุณแม่ลูกสามในเวลานี้ และเป็นคนรณณรงค์วัฒนธรรมต่างๆของคนผิวดำอีกด้วย

เลบรอน เจมส์ สายกีฬาต้องรู้จักเค้าเป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นนักบาสเกตบอลที่มีเป็นที่สุดของวงการบาสแล้วในตอนนี้ และยังเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อระดมทุนให้กับโรงเรียนประถม และก่อตั้งโรงเรียนอีกมากมาย

โคลิน เคเพอร์นิก นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ที่เป็นผู้นำจากเหตุการณ์คุกเข่าประท้วงความรุนแรงของตำรวจและความไม่เท่าเทเทียมกันทางสังคมทางด้านเชื้อชาติในประเทศอเมริกาอีกด้วย

เอวา ดูเวอร์เนย์ นักเขียน โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และผู้สร้างภาพยนตร์ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ความยากลำบากของคนผิวดำที่ต้องเผชิญเรื่องราวมากมาก และเธอเป็นผู้หญิงชาวแอฟริกันอเมริกันคนแรกที่เป็นคนเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกด้วย

ไทเลอร์ เพอร์รี่ นักแสดงมากความสามารถ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนผิวดำมากมาย

ทารานา เบิร์ค หญิงผู้เริ่มต้นการเคลื่อนไหวการละเมิดทางเพศในสังคม ซึ่งเธอนั้นเป็นผู้เปิดเผยเรื่องราวการละเมิดทางเพศและความรุนแรงในที่ทำงาน รวมถึงธุรกิจวงการบันเทิง

เมแกน มาร์เกิล ภรรยาของเจ้าชายแฮรี่ เธอเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้เข้าไปอยู่ในตระกูลของราชวงศ์ และทำให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า ความรักนั้นไม่แบ่งแยกสีผิว ไม่ว่าจะเป็นคนดำหรือคนขาว ก็สามารถรักกันได้

 

 

สนับสนุนโดย  betbbthai

โพสท์ใน สังคมทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน คนดำซึ่งทรงอิทธิพลระดับโลก

ใกล้เปิดเทอม กลับมีกระแสดราม่า นักเรียนเยอะเหลือเกิน

     ช่วงนี้ใกล้จะเปิดเทอมแล้วไปกับมีกระแสดราม่าของเหล่านักเรียนออกมาอย่างไม่ขาดสายเริ่มตั้งแต่ช่วงที่มีการปิดเทอมและมีการเลื่อนการเปิดเทอมออกไปซึ่งกระแสดราม่านั้นก็เกิดจากการที่เด็กนักเรียนนั้นออกมาต่อต้านเกี่ยวกับเรื่องของการเรียน ผ่านระบบออนไลน์

หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของดราม่าเกี่ยวกับเรื่องของการเตรียมตัวไปโรงเรียนโดยมีโรงเรียนแห่งหนึ่งนั้นออกมาพูดถึงเรื่องของหน้ากากอนามัยที่เด็กนักเรียนจะต้องใส่ซึ่งมีการกำหนดสีแยกกันระหว่างชายและหญิงและแน่นอนว่าโรงเรียนก็จะถูกโจมตีอย่างหนักทั้งจากทางนักเรียนเองและผู้ปกครอง 

และเมื่อเรื่องนี้จบลงแล้วก็มีดราม่าต่อมาอีกเกี่ยวกับที่ทางโรงเรียนแห่งหนึ่งนั้นได้มีการขอข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับ user name และ password ในการเข้าไปใช้งาน  Social Media   ไม่ว่าจะเป็น Facebook  , Instagram    และ Twitter  จน โทรออกมาต่อว่าจากคนในสังคมเป็นจำนวนมาก

เกี่ยวกับเรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนตัวของเด็กนักเรียนอย่างไรก็ตามกระแสดราม่ายังคงมีต่อเนื่องซึ่งตามติดมาด้วยเพจของแหม่มโพธิ์ดำนั้นออกมาเรียกร้องให้เด็กนักเรียนออกมาพูดถึงกรณีที่ครูในโรงเรียนนั้นทำอนาจารเด็กนักเรียนเพื่อที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปตีแผ่และแก้ไขปัญหากระแสดราม่านี้ยังคงมีอยู่และยังไม่หมดไปก็มีกระแสใหม่ออกมาเกี่ยวกับเรื่องของทรงผมของเด็กนักเรียนที่มีการระบุออกมาว่าทางกระทรวงศึกษาธิการนั้นได้มีการออกเอกสารออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ว่าเด็กนักเรียนที่โรงเรียนนั้นไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนหรือรัฐบาลสามารถที่จะปล่อยผมยาวได้ช่วยเด็กนักเรียนจะต้องมัดให้เรียบร้อยและให้ถูกระเบียบวินัยของโรงเรียนนั่นเองแต่อย่างไรก็ตามไม่มีคนออกมาต่อต้านบางส่วนเกินมองว่าการที่เด็กนักเรียนนั้นตัดผมสั้นก็ดีอยู่แล้วซึ่งกระแสดราม่านี้ทำให้เกิดมีเด็กนักเรียนบางคนได้มีการสร้างแคมเปญขึ้นมาด้วย

มีเด็กหญิงคนหนึ่งได้มีการนำเก้าอี้มาตั้งไว้บริเวณทางเท้าตรงริมถนนทั้งมีการติดป้ายเขียนข้อความให้คนนั้นมาตัดผมของเธอได้เลยซึ่งเธอนั้นได้เอาสก๊อตเทปปิดปากและมัดมือเอาไว้ทางด้านหลังวิธีการเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับเด็กนักเรียนสำหรับกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เด็กนักเรียนคิดกันขึ้นมาเองเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมอิสระดูหลายคนหวังว่ากิจกรรมนี้นั้น

เป็นการเรียกร้องสิทธิให้เด็กนักเรียนนั้นสามารถที่จะไว้ผมยาวได้ซึ่งหลายคนมองว่าการที่คุณครูมีการลงโทษเด็กนักเรียนที่ไว้ผมยาวเกินกว่าหูนั้นแล้วมีการตัดผมสั้นแบบน่าเกลียดเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการจำลองเหตุการณ์ที่เด็กนักเรียนนั้นถูกกระทำในโรงเรียนเลย

ให้มองถึงปัญหาของเด็กนักเรียนที่ต้องพบเจอในสถานศึกษาสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับของการไว้ผมยาวได้นั้นเด็กนักเรียนหญิงหลายคนมีความต้องการที่อยากจะไว้ผมยาวแต่ก็มีอาจารย์บางคนซึ่งมองว่าการไว้ผมยาวของเด็กนักเรียนนั้นจะสร้างปัญหา

โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของทางด้านชู้สาวซึ่งเรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมากแต่อย่างไรก็ตามเมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้มีการออกกฎมาแล้วว่าสามารถปล่อยผมยาวได้ทางด้านครัวอาจารย์เองก็ควรจะยึดตามหลักของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักเพื่อที่จะได้ไม่เกิดดราม่าตามมาอีกมากมาย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  rb88 thai

โพสท์ใน ข่าวทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ใกล้เปิดเทอม กลับมีกระแสดราม่า นักเรียนเยอะเหลือเกิน

พบคนถูกวางยาเพิ่มอีก 2 รายจากการดื่มน้ำในขวด

        เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการออกมาพูดถึงกรณีที่มีผู้ชายคนหนึ่งได้ไปทำการแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจเกี่ยวกับเรื่องของการสงสัยว่าตนเองนั้นจะถูกวางยาในขณะที่ไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีโดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันหนึ่งที่เขาไปวิ่งออกกำลังกาย

และได้มีการซื้อน้ำไปวางไว้บนโต๊ะหลังจากที่เขาวิ่งออกกำลังกายครบ 4 รอบอย่างที่เขาต้องการแล้วก็เดินทางกลับมาที่โต๊ะที่มีการวางขวดน้ำเอาไว้และเมื่อเปิดขวดน้ำกินได้เพียงเล็กน้อยก็พบว่ามีอาการเวียนหัวคลื่นไส้จนในที่สุดก็ต้องมีการขับรถไปโรงพยาบาล

และเมื่อแพทย์วินิจฉัยก็พบว่าเขาถูกสารมีพิษเข้าไปในร่างกายเมื่อตรวจสอบน้ำดื่มที่ดื่มเข้าไปก็พบว่ามีร่องรอยการใช้เข็มฉีดยาฉีดสารพิษเข้าไปในน้ำซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่าหลังจากที่ชายคนแรกนั้นได้มีการแจ้งความเอาไว้ก็พบว่ามีชัยอีก 2 คน

ถูกวางยาเช่นเดียวกันโดยอีก 2 คนที่เหลือก็เป็นนักวิ่งที่มีการนำเอาน้ำไปวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นก็กลับมากินน้ำของตนเองพบว่ามีรูเจาะอยู่ที่ปากขวดเหมือนกันนั่นเองสำหรับยาพิษที่มีการวางยาให้กับนักวิ่งที่ไปวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะนั้นหลังจากตรวจสอบจากทางโรงพยาบาลแล้ว

พบว่าเป็นยาที่ใช้ในการวางยาสลบของสัตว์ซึ่งยาชนิดนี้มีชื่อว่าไชยรินทร์โดยยาชนิดนี้คนส่วนใหญ่นั้นมักจะนำไปวางยาสลบให้ม๊าหรือไม่ก็วัวแต่ยาสลบชนิดนี้เป็นยาสลบที่จะต้องมีการออกต่างจากแพร่เท่านั้นไม่สามารถซื้อตามร้านขายยาทั่วไปได้อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีคนมาแจ้งความเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของการถูกวางยาสลบเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดเหตุ

โดยตรวจสอบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดและมีการสอบถามผู้คนที่ไปใช้บริการสวนสาธารณะในจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่เกิดเหตุซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นกำลังพบผู้ต้องสงสัยว่าจะมีการเป็นคนวางยาดังกล่าวนี้หรือไม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลอยู่

อย่างไรก็ตามทางด้านสวนสาธารณะของจังหวัดนนทบุรีก็ได้มีการออกมาประกาศเตือนให้กับประชาชนที่ไปใช้บริการสวนสาธารณะดังกล่าวให้ระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องของน้ำดื่มเป็นพิเศษเลยพยายามให้พกติดตัวอยู่ตลอดเวลาอย่าไปวางไว้โดยที่ไม่มีคนนั่งเฝ้าน้ำดื่มเพราะอาจจะเกิดอันตรายได้เพราะไม่รู้ว่าแก๊งมิจฉาชีพนั้นจะมาเจาะยางยาสลบในขวดน้ำเมื่อไหร่และยังไม่รู้สาเหตุแรงจูงใจว่าที่มาฉีดยาสลบใส่ในขวดน้ำให้คนอื่นกินนั้นต้องการอะไรกันแน่

 

ขอขอบคุณ  entaplay  ที่ให้การสนับสนุน

โพสท์ใน ข่าวสะท้อนสังคม | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน พบคนถูกวางยาเพิ่มอีก 2 รายจากการดื่มน้ำในขวด

บทเรียนของคนค้ำประกัน

บทเรียนของคนค้ำประกัน เมื่อคนกู้ตายแต่ทายาท ไม่ยอมใช้หนี้ คนค้ำประกันก็ต้องรับผิดชอบ

               เป็นเรื่องราวของคุณครูท่านหนึ่งที่เป็นคุณครูสอนอยู่ใน โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์  โดยคุณครูคนดังกล่าวนั้นชื่อว่าคุณครูพัชร  โดยเธอระบุว่าเธอได้ไปทำการเซ็นค้ำประกันให้กับคุณครูผู้ชายท่านหนึ่งซึ่งเป็นคุณครูที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนเดียวกัน

ซึ่งปกติแล้วคุณครูชายท่านนั้นก็มีการจ่ายเงินค่าเงินกู้กับสหกรณ์มาโดยตลอดแต่แล้วคุณครูผู้ชายคนดังกล่าวนั้นก็เกิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหลังจากนั้นทางด้านสหกรณ์ก็จะได้มีการติดตามเงินกู้ที่ผู้เสียชีวิตกูไปนั้นกลับคืนมาซึ่งทางด้านสหกรณ์เองได้มีการติดต่อไปยังทายาท

ซึ่งเป็นลูกหลานของทางเจ้าของที่กู้แต่เมื่อทายาทปฏิเสธทางด้านสหกรณ์จึงได้มีการติดต่อมายังคุณครูพัชรซึ่งเป็นคนค้ำประกันให้กับผู้เสียชีวิตให้รับใช้หนี้แทนทั้งหมดซึ่งยอดเงินดังกล่าวนั้นมีการค้างหนี้กันไว้มากถึง 4 แสนกว่าบาทด้วยกันอย่างไรก็ตาม

คุณครูภัทรมองว่าทางผู้กู้นั้นมีลูกหลานที่มีเงินสามารถที่จะรับผิดชอบเงินกู้สามารถที่จะจ่ายเงินคืนสหกรณ์ได้เนื่องจากว่าตอนที่ผู้กู้เสียชีวิตนั้นได้มีการรับเงินจากประกันต่างๆเป็นจำนวนมากถึง 2 ล้านกว่าบาทดังนั้นทายาทของผู้กู้ควรจะเป็นคนที่จ่ายเงินคืนสหกรณ์ไม่ใช่ให้คนค้ำประกันนั้น

ป็นผู้รับผิดชอบอย่างไรก็ตามคุณครูพัชรได้มีการติดต่อไปที่สหกรณ์เพื่อทำเรื่องให้ทางสหกรณ์นั้นประสานงานให้กับทายาทมารับทราบและรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องของหนี้สินของสหกรณ์แต่ทางด้านสหกรณ์นั้นก็มีการบ่ายเบี่ยงมา

โดยตลอดทำให้คุณครูพัชรนั้นเกิดความรู้สึกไม่สบายใจเกรงว่าตนเองนั้นจะได้รับความเดือดร้อนที่จะต้องจ่ายเงินจำนวน 4แสนบาทดังกล่าวจึงได้มีการประสานงานกับทางนักข่าวให้ช่วยติดตามทำข่าวเรื่องนี้เพื่อที่จะได้ให้ทางสหกรณ์นั้นดำเนินการให้อย่างรวดเร็วในการที่จะติดต่อกับทางผู้เสียชีวิตโดยมองว่าถ้าไม่เป็นข่าวทางด้านเจ้าหน้าที่สหกรณ์ก็ไม่ยอมทำงานและเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา

ซึ่งหลังจากที่นักข่าวได้ลงไปพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่สหกรณ์ก็ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการประสานงานติดต่อกับทางทายาทของผู้เสียชีวิตอยู่ซึ่งต้องทำเป็นขั้นตอนโดยบอกว่าไม่ได้ละเลยเกี่ยวกับเรื่องของคดีนี้แต่อย่างใดอย่างไรก็ตามทางคุณครูพัชรเองให้ข้อมูลว่าสำหรับคุณครูพัชรนั้นเคยไปคุยกับลูกของผู้เสียชีวิตที่เป็นลูกหนี้ของสหกรณ์ที่คุณครูพัชรเคยค้ำประกันเอาไว้ให้

แต่ทางลูกของผู้เสียชีวิตนั้นกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายเงินพร้อมทั้งยังบอกอีกด้วยว่าถ้าหากอยากได้เงินคืนก็ให้ทางสหกรณ์นั้นไปฟ้องร้องเอากับศาลทำให้คุณครูพัชรจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเกิดความไม่สบายใจเพราะเกรงว่าตนเองนั้นจะต้องเป็นคนที่รับผิดชอบเงินค่าค้ำประกันทั้งหมด 

            กับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นบทเรียนให้กับหลายๆคนได้เป็นอย่างดีที่ชอบไปเซ็นค้ำประกันให้กับคนอื่นเพราะต่อให้เป็นพี่น้องกันเมื่อถึงคราวจำเป็นเรื่องเงินเรื่องทองก็คือเรื่องใหญ่หากเขาไม่รับผิดชอบคนที่เซ็นค้ำประกันนั้นก็คือคนที่ต้องรับผิดชอบซึ่งเราก็เห็นบทเรียนมาแล้วหลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของการเซ็นค้ำประกันให้กับคนอื่นดังนั้นหากไม่อยากที่จะถูกรับผิดชอบในยอดเงินที่เราไม่ได้ใช้ก็อย่าไปทำการเซ็นค้ำประกันให้ใครจะเป็นการดีที่สุด

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

โพสท์ใน สังคมทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน บทเรียนของคนค้ำประกัน

ญี่ปุ่นก็มีมุมสีเทา

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้โควิด19 นี้ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถหาวัคซีนรักษาได้ จนทุกวันนี้แต่ละคนแต่ละประเทศก็ต้องหาวิธีการปรับตัวและอยู่รอดกันไป

เพราะไม่งั้นประเทศและเศรษฐกิจ คงเดินกันต่อไม่ได้ เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่เหลังจากมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆแล้วนั้น ธุรกิจต่างๆ ก็กลับมาเปิดให้บริการกันอีกครั้ง แต่ถ้ามันเป็นธุรกิจทั่วไปก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะประเทศอื่นๆ เค้าก็ทำกัน แต่ธุรกิจที่กลับมาเปิดนั้นกลับเป็นธุรกิจโสเภณี

ซึ่งตามกฎหมายญี่ปุ่นนั้น ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจผิดกฎหมาย แต่ก็คงเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วไปที่ใช้รูปแบบแอบแฝง เช่นพวกโรงอาบน้ำที่มีแค่พนักงานบริการเฉย และไม่ได้มีอะไรเกินเลยในฉากหน้า แต่ฉากหลักก็คงต้องว่ากันตัวต่อตัวอีกเรื่องหนึ่ง แต่คราวนี้หลังจากเปิดบริการธุรกิจหลังโควิด กิจการประเภทนี้มาในรูปแบบใหม่ โดยเปลี่ยนโฉมเป็นร้านอาหารแทน

ซึ่งร้านอาหารที่ว่านี้อยู่ในย่านโอซาก้า ซึ่งรูปแบบการบริการร้านอาหารนี้ก็จะเป็นการทานอาหารในห้องส่วนตัวที่มีพนักงานเสริฟ์อาหารและของว่างขึ้นไปเสริฟ์ให้ที่ห้องส่วนตัว และหลังจากนั้นก็ว่ากันเองต่อไป โดยทางร้านก็จะเขียนว่าไม่มีการขายบริการทางเพศ แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างลูกค้ากับพนักงานเสริฟ์ ซึ่งต่างคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจ

และเมื่อลูกค้าอิ่มและออกจากร้านอาหารประเภทนี้แล้วก็จะมีเครื่องหมายที่เวลาเดินผ่านร้านอื่นแล้วไม่ต้องเรียกเข้าไปทานอาหารอีกคือ เมื่อลูกค้านั้นอิ่มจากร้านอาหารนี้ ก็จะได้ลูกกวาดติดตัวไป เหมือนเอาไปอมแก้ดับกลิ่นปาก แต่ในความเป็นจริงคือเอาไว้โชว์ให้กับร้านอื่น

ดูจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเรียกไปกินข้าวอีก ซึ่งการทำธุรกิจประเภทนี้เริ่มเป็นการทำแนวใหม่ของประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ต้องบอกก่อนว่ามีเฉพาะบางแหล่งสถานที่เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเหมือนกันไปหมด กลัวว่าหากมีใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นและไปเฉพาะกลุ่มผู้ชายแล้วดันไปเผลอถามแบบนั้น ระวังจะโดนเจ้าของร้านเค้าเรียกตำรวจจับได้นะ

คือต้องบอกว่าร้านแบบนี้ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในแหล่งที่เราๆ ท่านๆ พอจะทราบกันอยู่ เช่นพวกย่านโคมแดง เพียงแต่ว่าทำขึ้นมาเพิ่มเพื่อหลบการจับกุมของตำรวจ หรืออาจจะเพิ่มรสชาติแบบใหม่ๆให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเข้ามาใช้บริการ จากเข้ามาอาบน้ำแช่ออนเซน ก็เปลี่ยนเป็นเข้ามาทานข้าวอะไรแบบนี้ เพื่อให้แม่บ้านที่บ้านไม่สงสัยว่าทำไมต้องไปอาบน้ำนอกบ้าน แต่ถ้าทำแบบนี้บ่อยๆนั้น แม่บ้านที่บ้านก็อาจจะสงสัยได้ว่าทำไมชอบทานข้าวนอกบ้านจัง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

โพสท์ใน สังคมทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ญี่ปุ่นก็มีมุมสีเทา

จริงหรือที่การอยู่ด้วยกันและใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น จะทำให้คนรักหมดรักกัน

หลังจากที่มีกระแสข่าวใหญ่จากหลายประเทศเกี่ยวกับเรื่องของการหย่าร้างกันในช่วงเวลาที่มีการกักตัวในช่วงของการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด19 นั้น เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจพอสมควรว่าทำไมคนรักกัน แล้วอยู่กันมากขึ้น แทนที่จะมีความสุขกับทำให้กลายเป็นทุกข์ไปซะได้ ซึ่งจากข้อสรุปที่ได้กันส่วนใหญ่ตามที่ได้มีข่าวเสนอเผยแพร่มานั้นก็คือ

การที่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นทำให้เห็นพฤติกรรมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงเวลาปรกติ มาเผยธาตุแท้ให้เห็นในช่วงเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันมากขึ้น

บางอย่างหรือพฤติกรรมอันน่ารำคาญที่เคยทนกันได้ หรือปล่อยผ่านมันไป ตอนนี้ไม่สามารถที่จะรับหรือทนมันได้ เพราะมันต้องเห็นหรือทนกันอยู่ทุกวัน

ในมุมมองของภรรยาเอง จากที่เคยต้องดูแลสามีแค่ตอนเย็นหลังเลิกงานและตอนกลางคืน กลับต้องมีงานเพิ่มขึ้นหาข้าวหรือคอยปรนนิบัติในช่วงเวลากลางวันอีก จึงเปรียบเหมือนเป็นภาระที่เพิ่มมากขึ้น

บ้านใครหรือครอบครัวใครหากมีเด็กเล็กหรือลูกที่ต้องหยุดโรงเรียนเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด ต้องมีความรับผิดชอบให้กับคุณแม่เพิ่มอีกเท่าตัว ไหนจะต้องมีเรื่องของลูกกวนตัว ผัวกวนใจเพิ่มเข้ามา

ในด้านของสามีเอง ก็เริ่มมีความกังวลจากสถานการณ์นอกบ้านที่ไม่รู้ว่าบริษัทจะมีการไล่ออกเค้าหรือไม่ หรือจะต้องมีการลดเงินเดือนหรือไม่ เพราะตัวเค้าเองนั้นเปรียบเสมือนเป็นเสาหลักของครอบครัว จึงทำให้เกิดความเครียดสะสมและกลายเป็นอารมณ์โมโหในทางที่สุด

สถานที่ที่บ้านช่างแตกต่างกันที่ทำงาน เพราะด้วยบ้านหรือที่พักอาศัยของประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นเพียงแค่ห้องพักที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก การทำงานจึงอาจจะไม่อำนวยความสะดวกต่อสามี ที่ต้องการโต๊ะทำงานวางคอมพิวเตอร์ หรือพื้นที่วางเอกสาร จึงทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความสะดวกในการทำงาน

สังคมที่ขาดหายไปของสามี โดยธรรมชาติแล้วนั้นวิถีชีวิตผู้ชายวัยทำงานของคนญี่ปุ่นนั้น มักจะทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงเวลางาน และปลดปล่อยอย่างสุดเหวี่ยงหลังเลิกงาน เพราะด้วยความเครียดจากการทำงานที่หนักแล้วพวกเค้าจึงมักจะมีการสังสรรค์กันอยู่เป็นประจำหลังเลิกงาน แต่พอต้องมานั่งทำงานที่บ้านแล้วนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะทำได้อีก จึงกลายเป็นความเครียดสะสมที่ชีวิตต้องขาดหายจากกิจกรรมที่เคยทำอยู่เป็นประจำ

ซึ่งพอได้เห็นข้อสรุปแบบนี้แล้วทำให้รู้สึกว่ากลายเป็นครอบครัวไทยนั้นรู้สึกดีกว่าครอบครัวญี่ปุ่นขึ้นเยอะมากๆเลย เพราะอย่างน้อยคนไทยก็ไม่ได้แบ่งชั้นหรือหน้าที่ของสามีภรรยาขนาดนั้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน ไฮโล

โพสท์ใน สังคมทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน จริงหรือที่การอยู่ด้วยกันและใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น จะทำให้คนรักหมดรักกัน